ความคิดกับความคับข้องใจ
ในตัวอย่างข้างต้น เห็นได้ชัดว่าความคิดของผม (“การขัดจังหวะเป็นเรื่องไม่ดี เพราะผมต้องเขียน!”) ขัดแย้งอย่างชัดเจนกับความเป็นจริงในสถานการณ์ของผม
ถ้าผมเชื่อทั้งว่าการเขียนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผม และว่าการจัดการกับการขัดจังหวะก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผมด้วย แน่นอนว่าสุดท้ายผมจะรู้สึกคับข้องใจและชะงักงัน ทำอะไรไม่ถูก เช่นเดียวกับที่ผมจะรู้สึกหากเชื่อจริง ๆ ว่าต้องมุ่งไปทั้งทางเหนือและทางใต้ในเวลาเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ เป็นไปไม่ได้ที่การกระทำสองอย่างซึ่งทำพร้อมกันไม่ได้จะมีลำดับความสำคัญเท่ากันทุกประการ เพราะเราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อความคิดอันแข็งทื่อของผมปรับตัวไม่ทันความยืดหยุ่นที่ข้อมูลใหม่เรียกร้อง ผมก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่แรงอันไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ (“ผมต้องเขียน!”) กำลังปะทะกับวัตถุที่ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนย้ายได้ (“ผมต้องจัดการกับการขัดจังหวะเหล่านี้!”)
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมย่อมไม่อาจเลือกเพิ่มความสำคัญให้กับการจัดการสิ่งที่เข้ามาขัดจังหวะอย่างมีเหตุผลได้ โดยไม่ลดความสำคัญของการเขียนลง
หากผมพยายามรักษาความสำคัญของทั้งสองอย่างไว้ แม้ในทางกายภาพจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม ผมก็ย่อมวิตกกังวลและคับข้องใจเป็นธรรมดา หากผมรู้ว่าต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อไปตามนัดหมายแห่งหนึ่ง แต่หากุญแจไม่เจอ ผมก็รู้ว่าเวลาที่ใช้หากุญแจจะต้องบวกเข้าไปกับเวลาที่ใช้เดินทางไปตามนัด ดังนั้น หากผมหากุญแจไม่เจอ ผมก็ต้องโทรบอกคนที่นัดไว้ว่าผมจะไปสาย
หากผมพยายามยึดข้อเรียกร้องเด็ดขาดสองข้อที่ขัดกันไว้ในใจ คือ “ผมต้องหากุญแจให้เจอ” และ “ผมต้องไปให้ตรงเวลา” แน่นอนว่าท้ายที่สุดผมย่อมรู้สึกคับข้องใจและวิตกกังวล
ความรู้สึกตามมาจากความคิด
หากผมยอมรับว่า “ผมต้องหากุญแจให้เจอ” สำคัญกว่า “ผมต้องไปให้ตรงเวลา” ผมก็ต้องเลิกยึดการตรงเวลาเป็นข้อเรียกร้องเด็ดขาด ไม่มีทางเลือกอื่นที่มีเหตุผลเลย